[Fic HxH] Once More Time (Kuro x Kura)

Title : Once more time (เวลา(อีก)ครั้งหนึ่ง)

Fandom : Hunter x Hunter

Pairing : Chrollo x Kurapika

Note : ประมาณ 15 ต.ค. 49 ชื่อเรื่องผิดแกรมม่านะ ต้องเป็น one more time แต่เราตั้งไว้ตั้งกะตอนนั้นอ่าเลยอยากคงเดิมไว้

kurokura_givemyheart

Credit Pic : HuangDanLan@Twitter

============================================

Chapter 1 – One to One = 2 : 2

 

Victory is always mine.

 

“ ….กายข้า….ที่อาบแสงตะวันและแสงจันทรา….สายลมที่พัดผ่านผิวกายข้า….โปรดเสริมพลังให้กับข้า….ได้ล้างแค้นให้แก่ชนเผ่าคูลท์….ผู้บริสุทธิ์ดุจดั่งน้ำค้างด้วยเถิด…. ”

 

ร่างๆหนึ่งยืนอยู่อย่างสงบ มือกำแน่นที่หน้าอกพลางกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ซ้ำไปมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ก็เจือความทรงพลังและแฝงไปด้วยความร้อนแห่งเพลิงอาฆาตที่กำลังเผาผลาญจิตใจของเขาอยู่ รังสีบางๆที่ปลดปล่อยออกมาแผ่ห่อหุ้มร่างกายผู้เป็นเจ้าของ ท่ามกลางบรรยากาศอันมืดมิดและเงียบงัน ผมสีทองที่ยาวประบ่าพลิ้วไหวไปตามแรงลมอ่อนๆ ดวงหน้าที่งดงามไร้ที่ติค่อยๆลืมตา เผยให้เห็นดวงตาสีชามรกตราวกับอัญมณี ที่กำลังสอดส่ายสายตาไปทั่วบริเวณโดยรอบรายล้อมด้วยหินผาสูงชัน กอปรกับพระจันทร์ที่สาดแสงสุกสว่างบนท้องฟ้าในคืนวันเพ็ญ ซึ่งจะปรากฏเพียงครั้งเดียวในรอบเดือน

 

“ ขอให้โชคดีนะ คุราปิก้า ” นั่นคือ….คำพูดสุดท้ายที่เขาได้ยินจากเด็กชายตาแป๋วพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนที่ยืนส่งยิ้มบางๆให้แก่เขาอยู่ข้างหลัง แม้ทั้งสามจะพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไร ก็ไม่อาจเลิกล้มความตั้งใจของเด็กหนุ่มได้ แต่เพื่อนก็ยังเป็นเพื่อน ยังคงเพื่อนที่คอยห่วงใย คอยอยู่เคียงข้างเสมอมา และกำลังคอยเป็นกำลังใจ รอการกลับมาของเขาอยู่

 

….วันนี้แล้วสินะ วันที่เรารอคอย ในที่สุด มันก็มาถึง วันที่จะได้สะสางทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่พันธนาการไว้บนสายใยที่เรียกว่าความแค้น แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ชั้นก็จะต้องทำมันให้สำเร็จ จะต้องฆ่ามัน….ขอบคุณนะ กอร์น คิรัวร์ เลโอลีโอ ทุกๆคน ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามีโอกาส ถ้าชั้นไม่ตาย เราคงได้พบกันอีก….

 

….พลันเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศยามค่ำคืนที่เงียบสงัด….

 

“ มาแล้วเหรอ คนใช้โซ่ ไม่สิ คุราปิก้า….สินะ ” ผู้ที่พูดขึ้น สาวเท้าเข้ามาและหยุดอยู่ในระยะห่างพอสมควรกับผู้มาก่อน เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อโค้ดสีดำที่กลางหลังเป็นรูปไม้กางเขนกลับหัว อันเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการไม่รับเอาพระผู้เป็นเจ้าเป็นที่พึ่ง ผมสีดำเรียบเสยไปด้านหลังอย่างเป็นระเบียบ เผยให้เห็นสัญลักษณ์ครอสที่กลางหน้าผาก ดวงตาสีนิลกาฬรับกับใบหน้าหล่อคมที่ขาวซีดตัดกันอย่างเด่นชัด กำลังจับจ้องผู้ที่อยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาลึกล้ำสุดจะหยั่งถึง ช่างกลมกลืนกับความมืดมิดสมกับที่ได้ชื่อ บุรุษแห่งรัตติกาล คุโรโร่ ลูซิเฟอร์

 

“ อย่าสะเออะเอาปากเน่าๆของแกมาเรียกชื่อชั้น ไอ้สารเลว ” ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ถอดเสื้อคลุมสีน้ำเงินขลิบขอบเหลือง เสื้อแห่งชนเผ่าคูลท์ ที่ถูกบุคคลที่อยู่ตรงหน้าฆ่าล้างจนหมดสิ้น และช่วงชิงเอาลูกตาเพียงเพื่อตอบสนองต่อกิเลสความโลภที่ไร้เหตุผลของตน บัดนี้ นัยเนตรของคุราปิก้าได้แปรเปลี่ยนเป็นสีเพลิงอย่างสมบูรณ์ โดวซิงค์เชนถูกปล่อยให้ร่วงออกจากแขนเสื้ออยู่เหนือดินตามแรงโน้มถ่วงโลก

 

“ ชั้นชื่อคุโรโร่ ไม่ใช่สารเลว คราวหลังก็เรียกให้ถูกๆหน่อยสิ สาวน้อย ” คุโรโร่พูดพลางยิ้มอย่างสบายอารมณ์หากแต่ความเย็นชายังติดตรึงบนใบหน้า ในขณะที่อีกฝ่ายเคร่งเครียดจนตัวเกร็ง และอารมณ์เดือดปุดๆราวกับนรกจะแตกซะอย่างนั้น คิ้วขมวดเข้าหากันพลางพึมพำเบาๆ

 

“ ได้สิ ไอ้คุโรโร่….สารเลว ”

 

“ ชั้นจะบอกอะไรให้อย่าง ชั้นน่ะ….เป็นสายพิเศษ ชั้นขโมยความสามารถของคนอื่นได้ ระวังให้ดีล่ะ เผื่อนายอาจจะเผลอทำโซ่หล่นหายแถวนี้ก็ได้ ”

 

“ แล้วมาบอกชั้นทำไม? ”

 

“ ฮึ เพราะยังไงซะ….นายก็ไม่มีทางเอาชนะชั้นได้อยู่แล้ว หึๆๆ ”

 

“ ตายซะเถอะ ไอ้โจรชั่ว ” สิ้นเสียง ร่างบางก็พุ่งทะยานไปที่ชายรัตติกาลพร้อมกับเหวี่ยงสายโซ่หมายจะจับตัว แต่ชายหนุ่มก็กระโดดหลบอย่างว่องไวไปอีกทางหนึ่ง โซ่จึงเพียงแหวกอากาศไป ร่างบางหันกลับในทันทีและหวดโซ่ไปที่ชายหนุ่มอีกครั้ง แต่ชายหนุ่มก็ยังคงหลบได้เหมือนเดิม

 

……อีกหลายครั้ง ที่คุราปิก้าหวดโซ่เข้าใส่ ลีลาที่พลิ้วไหวงดงามดุจสายลม ขัดแย้งกับอารมณ์โกรธแค้นที่เป็นแรงส่งให้โซ่ทวีความรุนแรงอย่างบ้าคลั่งยิ่งนัก

 

……และอีกหลายครั้ง ที่คุโรโร่หลบหลีกด้วยท่วงท่าที่รวดเร็วได้อย่างง่ายดายเฉกเช่นเดียวกับคุราปิก้า บ้างกระโดดหลบ บ้างก็ก้มตัว เอี้ยวตัว หรือย่อตัวหลบ แม้บางครั้ง โซ่จะพุ่งผ่านไปอย่างเฉียดฉิวแค่ปลายจมูกก็ตามที กระนั้นมือทั้งสองข้างก็ยังคงล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ดอยู่อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปจากทีแรก

 

“ ตูม…………ม……………..ม…………….ม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ” สายโซ่ที่เหวี่ยงไปตามอารมณ์โทสะ ฟาดกระทบหินผา ก่อให้เกิดสียงดังสนั่นพร้อมกับหินผาที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งจากแรงกระแทกหลายต่อหลายครั้งมีผลทำให้หินผาด้านบนค่อยๆทรุดตัวและเริ่มพังทลายลงมาบางส่วน

 

“ แฮ่กๆ….หนอย….แกนะแก แน่จริงอย่าเอาแต่หลบซีวะ ไอ้ขี้ขลาด ” เด็กหนุ่มสบถอย่างโกรธแค้นที่ไม่สามารถสร้างแม้แต่ขีดข่วนแก่คู่อาฆาตได้ เสียงหอบหายใจกระชั้นถี่เป็นระยะจากการออกแรงที่เปล่าประโยชน์ ทั่วอาณาบริเวณตอนนี้คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นละอองและเศษดินมากมายอันเป็นผลมาจากกระทำของตัวเขาเอง ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มร่างบางหายใจติดขัดและการจะมองเห็นคุโรโร่ท่ามกลางกลางฝุ่นตลบเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

 

….หายใจหอบด้วยความเหนื่อยแรงอยู่เพียงครู่หนึ่ง แต่ก็เป็นอันต้องสะดุ้งเมื่อ….

 

“ อยากให้ชั้นเอาจริงงั้นเหรอ….ได้สิ ถ้านายต้องการ ” เสียงกระซิบที่ดังมาจากข้างหู ให้ร่างบางหันขวับไปด้านหลังโดยอัตโนมัติทันที แทนคำตอบรับ ร่างสูงก็สวนกำปั้นเข้าที่หน้าจนร่างบางเซถลาไปอีกทาง ยังไม่ทันที่ร่างบางจะตั้งตัว ร่างสูงก็ซัดผลัวะเข้าไปอีกหมัดที่หน้าข้างอีกด้ายหนึ่ง ตามด้วยอัพเปอร์คัดเสยคาง ก่อนจะปล่อยหมัดชกเข้าที่หน้าท้องทำเอาร่างบางถอยกรูดจนส้นเท้าดันพื้นดินที่แตกระแหงให้ร่วนขึ้นเป็นทางยาว

 

“ อั่ก……อ็อก…. ” มือกุมหน้าท้องด้วยความเจ็บปวดพร้อมๆกับเลือดที่กระอักออกมาจากริมฝีปาก ถ้าเพียงแต่คุราปิก้าจะหยุดพักจากการต่อสู้ อาการก็คงจะดีขึ้นกว่านี้ แต่ก็นั่นละ มันก็แค่….เพียงแต่….เท่านั้น ก็แค่คำแนะนำที่ไร้ความหมาย เพราะการต่อสู้ที่เรียกได้ว่าคุราปิก้าเป็นฝ่ายถูกซ้อมฝ่ายเดียว ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด

 

…………แขนซ้าย ของร่างบางที่ถูกสันมือของร่างสูงฟาดก็ได้หักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว….

 

…………ใบหน้า ถูกอัดกำปั้นจนบวมช้ำ….

 

…………ริมฝีปาก ที่เป็นทางออกของเลือดที่ทะลักออกมาจากอาการบอบช้ำของอวัยวะภายใน….

 

…………ดวงหน้า ที่หวานซึ้งราวกับสตรีเพศถูกแต่งแต้มด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว….

 

…………เสียงหวาน ที่เปล่งออกมาแหบพร่าจนแทบขาดใจ….

 

แม้กระนั้นคุโรโร่ก็ยังคงพึงปฏิบัติต่อคุราปิก้า ราวกับตำนานรักของนักมวยกับกระสอบทราย รึไม่ก็สามีขี้เมาที่ก๊งแต่เหล้าพาลตบตีเมียทุกเช้าเย็น

 

การจู่โจมที่ใช้พียงท่าพื้นฐานหลักของการต่อสู้ง่ายๆอย่างการเตะหรือการต่อย แต่เมื่อเป็นคู่ต่อสู้ที่ผ่านการต่อสู้มามากมายอย่างคุโรโร่ กระบวนท่าที่ธรรมดาจึงทั้งรุนแรงและรวดเร็วตามความชำนาญของฝีมือและประสบการณ์ที่สั่งสมมา อีกทั้งทางด้านพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้คุราปิก้าจะเคยเปิดประตูทดสอบของตระกูลโซลดิ๊กค์มาแล้วก็ตาม ก็ยังไม่วายจะแพ้แรงชายหนุ่มอยู่ดี และด้วยความรวดเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ปกติ ทำให้การรุกเป็นไปอย่างไม่เปิดโอกาสให้คุราปิก้าได้ตั้งตัวแม้ซักวินาทีเดียว เพียงแค่ต่อสู้ด้วยมือเปล่าโดยที่ยังไม่ได้ใช้เน็น คุโรโร่ก็ได้เปรียบคุราปิก้าไปกว่าครึ่งแล้ว แต่มัน….ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก เพราะคุราปิก้าเอง…ก็ยังไม่ได้ใช้เชนเจลท์ ไม้ตายที่เกิดขึ้นจากความแค้นเพื่อสยบแมงมุม….เช่นกัน

 

จนในที่สุด เมื่อร่างสูงซ้อมร่างที่เล็กกว่าจนสาแก่ใจแล้ว จึงจบลงด้วยการกระโดดหมุนลำตัวอย่างสง่างาม เหวี่ยงลำแข้งแข็งแกร่งเตะเข้าที่ชายโครงด้านข้างลำตัว ร่างบางลอยคว้างกลางอากาศกระเด็นฟาดหน้าผาจนหินเกิดรอยร้าว ร่างกายที่บอบช้ำค่อยๆร่วงไถลพร้อมกับรอยเลือดที่ไหลรินเป็นทาง ก่อนจะลงไปฟุบคว่ำแนบกับพื้นธรณีอย่างหมดเรี่ยวแรง ดูท่าทางกระดูกซี่โครงคงหักไปหลายซี่ แต่ก็ยังโชคดี ที่มันไม่ได้ทิ่มแทงปอด อวัยวะที่ใช้ในการหายใจ

 

….ช่างงดงามเหลือเกิน งดงามยิ่งนัก ภาพความงดงามที่อาบย้อมด้วยสีแห่งโลหิต ถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของบุรุษกางเขนหัวกลับเป็นฉากๆ เขาชอบ….ชอบที่จะชื่นชมความงดงามระคนบนความเจ็บปวดทรมานเช่นนี้ ยิ่งเห็น…ก็ยิ่งต้องการ ความปรารถนาที่จะได้ร่างที่รวยรินอยู่เบื้องหน้ามาครอบครองเริ่มเกาะกุมจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆ….

 

ชายหนุ่มก้าวเข้าไปหาร่างบางอย่างช้าๆ เสียงส้นรองเท้าหนังที่แตะพื้นดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หากแต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย กระนั้นก็มิอาจซ่อนเร้นความเหี้ยมเกรียมที่ฉาบบนใบหน้าคมอย่างชัดเจน เขาหยุดยืนพิจารณาร่างที่นอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะ….ขึ้นเหยียบหัวที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีทองดุจแพรไหมเต็มฝ่าเท้า….

 

….เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม การเหยียบย่ำ นามธรรมที่เรียกว่า….ศักดิ์ศรี….

 

“ หึ ว่าไงเล่า เจ้ามือโซ่ มีฝีมือแค่นี้เองเหรอ ชั้นผิดหวังในตัวนายจริงๆ จะมาแก้แค้นให้เพื่อนร่วมเผ่าไม่ใช่รึไง รึว่าอย่างนาย….มันก็ได้แค่นี้ ” ร่างสูงกล่าวด้วยน้ำสียงแสดงความเยาะเย้ยเต็มที่ ร่างบางที่อยู่เบื้องล่างก็ทำได้แต่เพียงกัดฟันกรอด มือที่กำแน่นจนสั่นด้วยความคับแค้นใจ เนตรสีเพลิงที่ส่องประกายแดงฉานด้วยอารมณ์โกรธที่พลุ่งพล่านขึ้นทุกวินาที ภาพที่เพื่อนพ้องร่วมเผ่าที่ถูกกระชากลูกตาอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตหลั่งไหลเข้ามาในมโนนึกราวกับจะตอกย้ำความอ่อนแอของตน แม้นร่างกายจะบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะปณิธานอันแรงกล้าที่ค้ำจุนจิตใจของคุราปิก้าให้ยืนหยัดคิดจะสู้ต่อไป แม้จะไร้เรี่ยวแรงก็ตามที

 

“ เอ้า ร้องขอชีวิตชั้นซะสิ แล้วชั้น….จะปล่อยให้นายมีชีวิตรอดต่อไป พูดซะสิ วิงวอน….ใต้แทบเท้าของชั้น ” คุโรโร่พูดด้วยสีหน้ายิ้มเยาะอย่างสะใจตามแบบฉบับของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า พลางใช้เท้าเขี่ยไหล่ร่างบางให้นอนหงายหน้าขึ้นมา

 

“ ฮึก ไม่มีทาง แค่ก ชั้นจะไม่มีทาง….ร้องขอชีวิต….จากไอ้เดนสวะ….อย่างแกหรอก ” สายตาที่แข็งกร้าว มองตรงไปที่ใบหน้าผู้ที่มีสัญลักษณ์ครอสกลางหน้าผากอย่างไม่ยีหระ ชายหนุ่มสบตาด้วยแววตาเย็นชาก่อนแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว

 

“ งั้นก็….ตายเสียเถอะ คนใช้โซ่ ” สิ้นเสียง ที่มือขวาก็ปรากฏหนังสือปกแข็งเล่มหนาสีเลือดหมูเข้มที่มีรูปฝ่ามือประทับอยู่ที่กลางหน้าปก ใช่แล้ว…มันคือ สกิลฮันเตอร์หรือสุดยอดกลยุทธ์การโจรกรรมนั่นเอง หนังสือที่ขโมยความสามารถขอผู้อื่นมามากมายนับไม่ถ้วน ชายหนุ่มพลิกหนังสือไปที่หน้าๆหนึ่งและใช้นิ้วโป้งคั่นค้างไว้ พลันก็ปรากฏดาบเล่มหนึ่งขึ้นที่มือซ้าย มันเป็นดาบที่สวยงามและลักษณะแปลกตาที่คุราปิก้าไม่เคยเห็นมาก่อน ดูแล้วน่าจะเป็นดาบแบบเรเพีย[rapier]แต่มีความยาวเกินปกติ ขนาดความยาวเกือบจะพอๆกับความสูงของคุราปิก้าเลยทีเดียว ทั่วทั้งตัวดาบเป็นสีดำสนิท แขนดาบที่ยื่นออกมาสองด้านถูกแกะสลักตามสไตล์ยุโรปเป็นรูปอสรพิษเลื้อยพันแขนดาบที่ทำมุม 90 องศา ปลายแหลมหักขนานกับตัวดาบ ด้ามจับพันด้วยผ้าสีดำไขว้เป็นรูปกากบาทช่วยให้การจับกระชับมือมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นก็เห็นจะเป็นไม้กางเขนสีเงินขนาดเล็กที่ฝังอยู่กึ่งกลางระหว่างด้ามจับกับตัวดาบ เป็นประกายตัดกับดาบสีนิลอย่างเด่นชัด มองโดยรวมแล้ว จัดว่าเป็นดาบที่ออกแบบมาได้ดีมากและมีเอกลักษณ์ในตัวทีเดียว

 

คุโรโร่กัดบริเวณกลางปลอกดาบ มือซ้ายค่อยๆชักดาบที่ยาวเกินพอดีอย่างเงียบกริบและแผ่วเบา ใบดาบที่ชักออกมามีสีดำสนิทไม่แตกต่างจากฝัก ปลอกดาบถูกปล่อยให้ตกลงและถูกเขี่ยออกด้านข้างไปอย่างไม่ใส่ใจ ชายหนุ่มเหลือบตามองร่างบางที่ยังคงนอนนิ่ง นัยน์ตาสีชาจับจ้องอยู่ที่ดาบสีรัตติกาลด้วยความตะลึงกับรูปลักษณ์อันวิจิตรโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงไม่อาจละสายตาได้

 

….ทว่า ร่างบางก็หลุดจากภวังค์และเรียกสติคืนมาได้ในทันที เมื่อชายหนุ่มที่ยืนอยู่เงื้อดาบขึ้นสูง คมดาบสีนิลบางเฉียบแต่คมกริบเป็นเงามันวาววับสะท้อนกับแสงจันทร์ ดวงตาสีเพลิงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก พร้อมๆกับดาบที่พุ่งตรงดิ่งมายังขั้วหัวใจ….

 

“ ฉึกกก ” เสียงสะท้อนก้องกังวานท่ามกลางความเงียบสงัดที่คืบคลานไปทั่วอาณาบริเวณที่รายล้อมด้วยหินผาแห่งนี้อีกครั้งเฉกเช่นเดียวกับตอนเริ่มเรื่อง เมฆหนาเคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงจันทร์จนสิ้นแสงที่จะสาดส่อง หลงเหลือไว้แต่เพียง….

 

……………………………………………………

……………………………………….

……………………………

……………………..

……………

……..

..

.

 

….ความมืดมิด อันไร้ก้นบึ้ง………เท่านั้นเอง….

 

TBC.

 

============================================

Chapter 1.5 – 5 minutes past

 

Lived off.

 

ณ ที่แห่งนี้ เมฆหนาค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านพ้น ดวงจันทร์เริ่มกลับมาทอแสงสีนวลอีกครั้ง ลำแสงที่สาดส่องเลื่อนไปอย่างแช่มช้า ตามทิศทางการเคลื่อนตัวของก้อนเมฆ จากทิศหนึ่งไปยังอีกทิศหนึ่งที่ตรงกันข้าม เกิดเป็นเงาตกทอดยาวของบุคคลสองคนที่ยืนประจันหน้ากันอยู่….คนหนึ่ง มือข้างหนึ่งจับดาบที่ปักอยู่กับพื้นดิน ส่วนอีกคนหนึ่ง อยู่ในสภาพแทบล้มทั้งยืน มือเกาะกุมแผลฉกรรจ์ที่อกซ้าย หายใจหอบ และหัวใจเต้นถี่ระรัวราวกับจะหลุดออกมา เพราะตนเพิ่งจะเฉียดตายจากคมดาบที่ปักกับพื้นดินอยู่ไม่ห่าง

 

….ย้อนกลับไปเมื่อ 5 นาทีก่อน….

 

“ หึ ว่าไงเล่า เจ้ามือโซ่ มีฝีมือแค่นี้เองเหรอ ชั้นผิดหวังในตัวนายจริงๆ จะมาแก้แค้นให้เพื่อนร่วมเผ่าไม่ใช่รึไง รึว่าอย่างนาย….มันก็ได้แค่นี้ ” ร่างสูงกล่าวด้วยน้ำสียงเย้ยหยัน ร่างบอบบางซึ่งตอนนี้บอบช้ำ ก็ทำได้แต่เพียงกัดฟันกรอด และกำมือแน่นจนสั่นด้วยความคับแค้นใจ สมองที่เริ่มหายมึนชาเริ่มกลับมาประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงวิธีการหาทางอาตัวรอดเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บตามสัญชาตญาณมนุษย์ และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญยิ่ง….

 

….หากยังไม่ได้ล้างแค้น หากไม่ได้ฆ่ามัน เขาจะไม่ยอมมาตายทั้งๆอย่างนี้เด็ดขาด….

 

“ ก่อนอื่น เราต้องรักษาอาการบาดเจ็บให้อยู่ในขั้นต่ำสุดก่อน ถ้าเราใช้โฮลี่เชน ก็จะสามารถคืนสภาพร่างกายได้รวมถึงแขนที่หักด้วย แต่กระดูกซี่โครงคงต้องใช้เวลาหน่อย โชคดีที่เรานอนทับมือของตัวเองอยู่ ถ้าใช้อินไปด้วย ก็จะสามารถทำได้โดยที่หมอนั่นไม่ทันสังเกตเห็นแน่นอน ปัญหาก็คืออยู่ที่เวลา ถ้าจะให้ดีก็ต้องซัก 10 นาที ไม่สิ นานเกินไป หมอนั่นมันคงไม่ปล่อยเราไว้นานขนาดนั้นแน่ อย่างน้อย 5 นาที เราจะต้องถ่วงเวลามันให้ได้อย่างน้อย 5 นาที อาการส่วนที่สาหัสก็จะทุเลาลง ส่วนที่เหลือก็ยังพอทนไหว ”

 

“ เอ้า ร้องขอชีวิตชั้นซะสิ แล้วชั้น….จะปล่อยให้นายมีชีวิตรอดต่อไป พูดซะสิ วิงวอน….ใต้แทบเท้าของชั้น ” คุโรโร่ก็ยังคงพูดด้วยสีหน้ายิ้มเยาะไม่เปลี่ยนแปลง พลางใช้เท้าเขี่ยไหล่ร่างบางให้นอนหงายหน้าขึ้นมา

 

“ ฮึก ไม่มีทาง แค่ก ชั้นจะไม่มีทาง….ร้องขอชีวิต….จากไอ้เดนสวะ….อย่างแกหรอก ” สายตาที่ดูแข็งกร้าว เนตรสีเพลิงแดงฉานเต็มเปี่ยมไปด้วยหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี มองตรงไปที่ใบหน้าผู้ที่มีสัญลักษณ์ครอสกลางหน้าผากอย่างไม่ยีหระ

 

….จะให้เขา คุราปิก้า ชนเผ่าคูลท์ที่เหลือรอดคนสุดท้าย ไปวิงร้องขอชีวิตต่อปิศาจในคราบมนุษย์ ที่มันพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขางั้นหรือ ทั้งครอบครัว พวกพ้อง ความอบอุ่นในวัยเยาว์ ไม่มีอีกแล้ว และที่เขาต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะมันรึยังไงกัน ต่อให้ต้องตาย เขาก็จะไม่มีทางยอมเอ่ยปากเด็ดขาด….

 

ตอนนี้ความโกรธเข้าครอบงำจนคุราปิก้าไม่สนอะไรทั้งสิ้นอีกแล้ว จนลืมไปเสียแล้ว….ว่าตนต้องการถ่วงเวลาไว้ ซึ่งนั่นก็หมายถึง การย่นระยะเวลาตายของเขา ให้กระชั้นเข้ามา….ชายหนุ่มสบตาด้วยแววตาเย็นชา เกิดความเงียบที่น่าอึดอัดใจชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว

 

“ งั้นก็….ตายเสียเถอะ คนใช้โซ่ ”

 

ในจังหวะที่ดาบพุ่งดิ่งลงมา เหลืออีกเพียง 10 ซม. เท่านั้น ปลายแหลมของคมดาบก็จะพุ่งทะลุปักที่ขั้วหัวใจ ร่างที่อยู่ข้างใต้ยื่นมือทั้งสองเข้าจับที่ใบดาบ แขนซ้ายที่หักตอนนี้มันกลับมามีแรงเป็นปกติแล้วเพราะการคืนสภาพของโฮลี่เชน แขนทั้งสองพยายามออกแรงให้มากที่สุดจนกล้ามเนื้อเกร็งเพื่อดันปลายดาบไปให้พ้นตัว ส่วนชายหนุ่มเมื่อเห็นดังนั้น ก็ยิ่งออกแรงดันดาบให้กดลงไปอีก คมดาบค่อยๆต่ำลงเนื่องจากแรงยายามด้านบนมีค่ามากกว่าแรงเสียดทานทางด้านล่าง ผิวเนื้อที่ฝ่ามือเสียดสีกับใบดาบดำสนิท เลือดที่ไหลท่วมมือจากแผลเฉือนไหลลงไปตามคมดาบจนหยดลงบนเสื้อสีฟ้าอ่อนเป็นรอยด่างดวง เหลืออีกเพียง 2 ซม. เท่านั้น ปลายดาบก็จะถึงตัว จนในที่สุด….

 

“ ย้ากก ” เสียงของร่างบางที่ออกแรงอย่างสุดความสามารถ ดันดาบไปในแนวเฉียง ห่างจากบริเวณที่ใช้สูบฉีดเลือด

 

“ ฉัวะ ” เสียงดาบที่ถูกเบนขึ้นไปทางซ้าย กรีดแผลเป็นรอยลึกขึ้นไปถึงไหล่ซ้ายเป็นทางยาว รอยแผล ที่แลกมากับการยังคงมีชีวิตอยู่

 

“ ฉึกก ” เสียงดาบที่พุ่งลงปักกับพื้นดินแทนที่จะปักร่างที่มีเลือดเนื้อ อันมาจากแรงกระทำร่วมของคนทั้งสอง

 

….ผลที่สุด โชคก็เข้าข้าง….ผู้ที่เบี่ยงทิศทางดาบได้สำเร็จ….คุราปิก้า….เขายังไม่ตาย….และจะไม่ตาย….หากไม่ได้ฆ่ามัน…

 

End.

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s