[Fic HxH] พรมแสนสวย (Kuro x Kura)

Title : พรมแสนสวย (Beautiful Carpet)

Fandom : Hunter x Hunter

Pairing : Chrollo x Kurapika

Type : AU, Comedy, NC18

Note : เขียนเมื่อประมาณ 17 ต.ค. 2549 สมัยยังเบียว เออ เมื่อก่อนเป็นไปได้ขนาดนี้เลยเหรอ 555+

KuroKura-foxmi

Credit Pic : Foxmi @DA

 

Sometimes life is so beautiful.

.

.

.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…

 

ณ เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง เมืองคูลต้า เมืองที่โอบล้อมด้วยทิวทัศน์แห่งธรรมชาติที่งดงาม ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้เขียวขจี สัตว์ป่าน้อยใหญ่ออกหากินตามวิถีชีวิตของมัน ลำธารใสที่มีต้นกำเนิดมาจากขุนเขาลูคุโซถูกขนาบด้วยด้วยสองฟากฝั่งที่เป็นป่าไพรและบ้านเรือน จากลำธารเล็กๆทอดตัวคดเคี้ยวเป็นกลายเป็นสายน้ำใหญ่ที่หล่อเลี้ยงหลากหลายชีวิต แม้จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่ก็เพียบพร้อมด้วยสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่าและอยู่เย็นเป็นสุขเรื่อยมา

 

ลึกเข้าไปถัดจากเขตบ้านเรือนอาศัยของชาวเมือง เป็นที่ตั้งของปราสาทสีขาว ตระหง่านอยู่ท่ามกลางแมกไม้นานาพันธุ์ ถึงจะไม่ใหญ่โตมากมาย แต่ก็ดูโอ่อ่าสมเป็นที่พำนักของเจ้าผู้ปกครองเมือง ภายในปราสาทบรรดาข้ารับใช้ต่างกำลังสาละวนอยู่กับหน้าที่ของตนอันเป็นกิจวัตรที่ต้องทำอย่างแข็งขัน แม่บ้าน ทำความสะอาด พ่อครัว ทำอาหาร นายทหารเฝ้าประตู รักษาการณ์ตรวจตราความเรียบร้อย ข้าราชการ ก็วางแผนพัฒนาบ้านเมือง ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข ยกเว้นคนๆหนึ่ง คนเดียวในปราสาทที่กำลังคิดไม่ตก เด็กหนุ่มผมสองวัย 17 ปี ล้มตัวลงบนเตียงนอนไม้สักขนาดใหญ่ ดวงตาสีชาเหลือบมองเพดานอย่างเลื่อนลอยพลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่เขาได้รับฟังเมื่อเช้านี้

 

++++++++++++++++++++++++

 

“ท่านพ่อเนเทโล่และท่านพี่เลโอลีโอ เรียกข้ามาพบมีเรื่องอันใดหรือครับ” หนุ่มน้อยร่างบางที่หน้าตากระเดียดไปทางผู้หญิงนามคุราปิก้า เจ้าชายแห่งเมืองคูลต้า เอ่ยถามผู้เป็นบิดาและพี่ชาย หลังทำความเคารพเป็นที่เรียบร้อย

 

“ที่พ่อเรียกลูกมาก็เพื่อให้เจ้าได้รู้ถึงสภาพการณ์ในเวลานี้ ขณะนี้ เมืองๆหนึ่งเรียกกันว่า นครดาวตก เป็นเมืองที่เพิ่งสร้างตัวขึ้นมาได้ไม่นาน แต่มีผู้นำที่เก่งกาจยิ่งนัก บุรุษผู้นั้นมีนามว่า คุโรโร่ ลูซิเฟอร์ ออกตระเวนทำสงครามล่าอาณานิคม เมืองที่แข็งขืนนั้นวอดวายจนล่มสลายไปหลายต่อหลายเมืองแล้ว และด้วยพื้นที่ตั้งเมืองที่อุดมสมบูรณ์ของเมืองเรา เมืองคูลต้าจึงตกเป็นเป้าหมายหนึ่งของการบุกยึดทำสงคราม พ่อจึงคิดที่จะหาทางเชื่อมสัมพันธไมตรีกับนครดาวตกเพื่อป้องกันเมืองให้พ้นจากสงคราม ลูกมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างล่ะ คุราปิก้า” พระราชาเนเทโล่เล่ากล่าวอย่างภูมิฐาน(มั๊ง)และเหลือบมองลูกคนเล็กอย่างมีเลศนัยแอบแฝง

 

“ก็ส่งคนไปเจรจาพร้อมกับเครื่องบรรณาการสิครับ ไม่เห็นจะยากตรงไหน”

 

“พ่อส่งไปแล้ว ก็ส่งเจ้าเลโอลีโอไป แต่พี่ชายตัวดีของเจ้าน่ะสิ ปากหมาไม่เข้าท่า ดันไปว่าท่านเจ้าเค้าเข้า จนเค้าไม่ยอมให้เข้าพบน่ะสิลูกเอ๊ย เฮ่อ! เวรกรรม” ชายชราเหล่ตาไปทางร่างสูงโปร่งพางถอนใจอย่างปลงตก

 

“โหย ท่านพ่อ ข้าก็แค่เตือนด้วยความหวังดีว่าเสยผมแล้วหัวเถิกกลมเหมือนลูกปิงปองก็เท่านั้นเอง  แล้วดูดิ มันเรียกยามมาเตะโด่งข้าออกจากวังเฉยเลย แน่นักไงว๊า อะโด่” เจ้าชายเลโอลีพูดด้วยท่าทางหมั่นเขี้ยว(เหย ทำเป็นพูดไป แค่ความหล่อมึงก็แพ้เค้าหลุดลุ่ยแล้ว)

 

“ก็อย่างที่เล่าไปนั่นแหละ พ่อจึงอยากขอวานให้ลูกไปเจราเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างเมืองและหยุดยั้งสงครามไม่ให้เกิดขึ้นกับเมืองของเรา”

 

“แล้วเค้าจะให้ลูกเข้าหรือครับ ขนาดท่านพี่เลโอลีโอยังถูกถีบกระเด็นออกมา ข้าคงไม่ได้ก้าวเข้าไปเป็นแน่ ”

 

“เพราะฉะนั้น มันถึงต้องมีแผนเล็กน้อยไงเล๊า ลูกเอ๋ย โฮะ โฮ่ๆๆๆๆ” ชายชราหัวเราะอย่างสบายใจพลางลูบเคราเทายาว สายตาเป็นประกายวิ้งวับขึ้นวูบหนึ่งด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์

 

พระราชาเนเทโล่จึงบอกเล่าแผนการ คุราปิก้า ซึ่งตอนนี้อยู่ในอากัปกิริยาที่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง ท่าทางเหมือนอยากผูกคอตายใต้ต้นตำลึงเต็มทน

 

“ทะ…ท่านพ่อ…ต…ตะ…ตะ…แต่…ผม…คือผมเป็นผู้ชายนะครับ ใจคอท่านพ่อจะประเคนลูกชายสุดที่รักอย่างผมได้ลงคอเชียวหรือครับ?”

 

“น่า ไม่เป็นไรหรอก โฮะๆๆ เจ้าชายคุโรโร่เค้าเป็นชายหนุ่มรูปงาม แล้วพ่อก็ได้ข่าวมาว่าเค้าไม่ถือเรื่องชายหรือหญิงหรอก เด๋วนี้เค้าพัฒนาแล้ว บุรุษและสตรีสิทธิเท่าเทียมกัน”

 

“งั้นก็ ท่านพี่เลโอลีโอ…”

 

“จะบ้าเรอะ ตัวหยั่งกับควายตีปีก ขืนเข้าไปอีกรอบแถมในสภาพนั้น มีหวังโดนเชือดให้หมูแดกแหงมแซะ”

 

“แต่ทำไมผมต้องเข้าไปในสภาพทั้งๆอย่างนั้นด้วยละครับ เกิดเค้าโมโหขึ้นมา…” คุราปิก้ายังคงยืนกรานคัดค้านเสียงแข็ง

 

“น่า! ลูก ถ้าเค้าโกรธ เจ้าก็แค่ถูกโยนออกมาเหมือนพี่เจ้านั่นแหละ”

 

“ตะ…แต่…ว่า…”

 

“ไม่มีแต่ลูกรัก เจ้าคิดดูสิ ถ้าไม่ยอมทำให้สำเร็จ เมืองคูลต้าของเราก็จะเกิดสงคราม ได้รับความเสียหายขนาดไหน พสกนิกรจะต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ข้าวยากหมากแพง เด็กตาดำๆผอมกระหร่องต้องร้องไห้อย่างน่าเวทนา ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า โลกจะพินาศศศศศศศศศศศศศศศศศศศ! (เว่อร์แระเอ็ง)”

 

“ค…ครับ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะเข้าพบเจ้าชายคุโรโร่ตามที่ท่านพ่อต้องการ” หนุ่มน้อยจึงต้องจำยอมตกลงด้วยประการฉะนี้แล เพราะเขาเองก็ไม่ต้องการที่จะเห็นชาวเมืองอันเป็นที่รักของเขาต้องพากันล้มตายไปต่อหน้าต่อตา เขาเป็นผู้ปกครอง แค่การเสียสละของเขาเพียงคนเดียว ถ้ามันจะนำมาซึ่งความสุขของคนอีกหลายคน เขาก็พร้อมที่จะทำ

 

“ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะสมเป็นลูกของพระราชาเนเทโล่แห่งคูลต้า” ชายชรายิ้มอย่างเมตตา นัยน์ตาเป็นประกายวิ้งขึ้นมาอีกครั้ง หึๆๆๆ

 

ย้อนกลับมาที่คุราปิก้าซึ่งนอนกังวลใจอยู่” เฮอะ! คิดมากปวดกบาล หาหนมกินล่นดีกั่ว” (ซะงั้น)

 

++++++++++++++++++++++++

 

วันรุ่งขึ้น พรมผืนหนึ่ง จึงถูกขนไปยังปราสาทหินอันเป็นที่พำนักของเจ้าแห่งนครดาวตกผู้เกรียงไกร คุโรโร่ ลูซิเฟอร์

 

“หัวหน้าครับ วันนี้มีของบรรณาการจากเมืองคูลต้ามากำนัลครับ” เด็กหนุ่มหน้าละอ่อนนาม ชาร์แน็ค ผู้เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของคุโรโร่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเคยอันเป็นบุคลิกประจำตัวของเขา

 

“ของที่ว่าน่ะคืออะไร ดีรึเปล่า  ถ้าเจ้าเลโอลีโอมาขอพบข้าด้วยละก็ เอาแต่ของที่มาส่ง แล้วโยนเจ้านั่น(เลโอลีโอ)ออกนอกเมืองซะ(โห ไอ้ทุเรศ)” คุโรโร่พูดอย่างไม่ใส่ใจพลางกระดกเบียร์รวดเดียวหมดกระป๋อง เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสันทัด ผมสีดำสนิทที่ปกติจะเสยเรียบแต่วันนี้กลับปล่อยผมให้ปลกหน้าผากที่มีสัญลักษณ์ครอส เนื่องมาจากมีบางคนที่ปากเสียว่าเขาเป็นหัวปิงปอง(ก็ไอ้เลโอลีโอนั่นแหละ) ซึ่งนั่นก็ยิ่งเสริมให้ในหน้าดูคมคายยิ่งขึ้น

 

“เปล่าครับวันนี้มีพรมมาส่งแค่ผืนเดียวครับ เมืองคูลต้าขึ้นชื่อเรื่องการปักลวดลายพรมจนได้เป็นสินค้า OTOP ด้วยนะครับ จะรับไว้ก็ไม่เสียหลายนี่ครับ”

 

“ดี งั้นยกเข้ามาเลย ส่วนเจ้าก็เจ้าก็ไปทำงานของเจ้าเสียเถอะ”

 

ชาร์แน็คจึงออกไปสั่งคนรับใช้ยกพรมเข้าไป คุโรโร่เห็นว่าพรมมีขนาดใหญ่จึงให้วางพรมไว้ตั้งแต่ประตูห้องและกลิ้งม้วนพรมเข้ามา เมื่อเห็นว่าพรมเริ่มมีความเฉื่อยในตัว เขาจึงให้เด็กรับใช้ออกไป เพื่อจะได้ชื่นชมลวดลายอันวิจิตรของพรมเงียบๆคนเดียว ถึงแม้จะเป็นนักรบแต่ก็ยังดีที่ยังอุตส่าห์มีจิตคิดชื่นชมศิลปะในหัวใจ

 

ม้วนพรมที่ถูกคลี่ออกตั้งแต่ประตูทางเข้าห้อง กำลังกลิ้งกำลังกลิ้งทอดมายังเบื้องบัลลังก์ที่คุโรโร่ประทับอยู่ ชายหนุ่มมองพรมที่ถูกถักทอด้วยฝีมือประณีตบรรจงขณะคลี่ตรงเข้ามาเรื่อยๆอย่างเพลิดเพลิน และแล้วเมื่อถึงการลี่ตัวรอบสุดท้าย แทนที่จะเป็นปลายพรมที่มีลวดลาย กลับปรากฏร่างเพรียวระหงนอนทอดนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้า

 

สายตาที่ถูกตรึงไว้ราวกับต้องมนต์สะกด หัวใจที่แทบหยุดเต้น ลมหายใจที่ถูกกลั้นไว้ในชั่วเสี้ยววินาทีที่ได้เห็น ใบหน้าตกตะลึงงันและจ้องมองความงดงามที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่อาจกระพริบตา

 

ร่างที่เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ใดๆปกปิด ผิวกายที่ขาวสะอาดดุจหิมะดูผ่องพรรณชวนสัมผัสยิ่งนัก ผมสีทองเป็นประกายยาวเคลียบ่าน่าคลอเคลีย ดวงหน้าสวยหวานน่ารักราวกับเทพธิดา นี่ถ้าเขาไม่เห็นสิ่งที่บ่งบอกเพศตรงกึ่งกลาง ไม่ว่าใครก็คงต้องคิดว่าผู้หญิงเป็นแน่แท้

 

ใบหน้างามค่อยๆเผยอเปลือกตาขึ้น เผยดวงตากลมโตสีมรกต ร่างที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอมลุกขึ้นยืนค้อมตัวเคารพชายหนุ่มที่นั่งอึ้ง ทุกอิริยาบทดูสง่างามสมกับที่ได้รับการสั่งสอนมาอย่างดี

 

“สวัสดี ท่านคุโรโร่ ข้ามีนามว่าคุราปิก้า เป็นโอรสองค์ที่สองของราชาเนเทโล่แห่งเมืองคูลต้า” คุราปิก้ากล่าวทักทายและแนะนำตัวอย่างสุภาพ

 

ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์และควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิงเมื่อครู่กลับมาตีสีหน้าเก็กขรึมได้เหมือนเดิม หากแต่ยังคงจับจ้องสำรวจเรือนร่างที่จะต้องมาเป็นของเขาในอีกไม่ช้าอย่างไม่วางตา

 

“ข้าชื่อคุโรโร่ ลูซิเฟอร์ ผู้ปกครองนครดาวตก  ยินดีที่ได้รู้จัก”

 

“ที่ข้ามาพบท่านในวันนี้ มาในฐานะมิตรเพื่อผูกไมตรีกับเมืองของท่าน และอยากจะขอร้องท่านอย่าได้นำสงครามมาสู่เมืองของเรา เราไม่มีกำลังรบพอที่จะต่อกรกองทัพของท่าน ซึ่งนั่นเกี่ยวเนื่องถึงความมั่นคงทางการเมืองและความเป็นอยู่ของประชากร…”

 

“แล้ว ถ้าข้าทำตามที่เจ้าขอ ข้าจะได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน”

 

“ท่านบอกความประสงค์มา ถ้าสามารถให้ได้ ทางเราก็จะจัดหาให้”

 

“อืม น่าสนดีแฮะ ว่าแต่…ทำไมเจ้าจึงมาในสภาพเปลือยกายเช่นนี้ล่ะ หืม?” ชายหนุ่มถามอย่างเจ้าเล่ห์ คุราปิก้าจึงได้แต่เพียงอึกอักในลำคอเพราะไม่รู้จะอ้างเหตุผลใด ก็จะให้พูดได้ยังไงเล๊า ว่าที่อุตส่าห์ลงทุนแก้ผ้าห่อพรมเป็นแหนมมัดป้าย่นงี้ ก็เพื่อให้มึงยอมตกลงนั่นแหละ ร่างบางที่ยืนจะปลิวลมได้แต่พูดไม่ออกอยู่นั้น คุโรโร่ยิ้มอย่างรู้ทัน

 

“เขยิบเข้ามานี่ซิ” ร่างบางก้าวเข้าไป 1 ก้าว

 

“เข้ามาใกล้ๆกว่านี้อีก” ว่าแล้วก็ฉุดข้อมือเล็กดึงเข้าหาตัว ใกล้บนแท่นบัลลังก์จนชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายหอมสบู่

 

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่มองเรือนร่างระหงอย่างพินิจ ก่อนจะใช้มือช้อนเอาสิ่งที่เป็นพวงห้อยระย้าระหว่างขาและก้มลงจุมพิตอย่างอ่อนโยนจนเริ่มตื่นตัว ความเสียวซ่านที่เริ่มส่อเค้าทำให้ร่างบางเผลอครางออกมา กระนั้นก็ยังเอามืออุดปากไว้ทัน

 

“หึ มายั่วชั้นงั้นสิ น่ารักจริงๆ เอาละ ตามมาสิ”

 

“แล้วคำตอบล่ะ?”

 

“ชั้นจะตอบ เมื่อชั้นพอใจ” ร่างสูงลุกขึ้น และเดินนำไปยังห้องข้างๆซึ่งเป็นห้องนอน คุราปิก้าเดินตามไปอย่างว่าง่าย เตียงสี่เสาทองเหลืองขนาดใหญ่ถูกตั้งไว้กลางห้อง ผ้าลูกไม้ที่แขนเชื่อมเสาทั้งสี่ลดหลั่นเป็นชั้นๆ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ แต่ละชิ้นล้วนเป็นของหรูหราราคาแพงทั้งสิ้น

 

ชายหนุ่มหันกลับมายืนประจันหน้า ร่างระหงหลับตาพริ้ม ทำจิตใจให้ว่างเปล่า ดวงเนตรลืมขึ้นอย่างมั่นคง และเดินเข้าไปหา มือเอื้อมไปผลักคุโรโร่เบาๆอย่างถือวิสาสะจนชายหนุ่มลงไปนอนแผ่อยู่บนเตียง ร่างบางค่อยๆคลานเข้าไปหา ขาทั้งสองขึ้นคร่อมบริเวณหน้าท้องผู้ที่นอนอยู่ ลำตัวโน้มลงซบหน้าอกแกร่ง แก้มเนียนใสแนบติด ความเร่าร้อนที่ส่งผ่านไปยังอีกฝ่าย ความอบอุ่นที่ถูกถ่ายทอดซึ่งกันและกันดำเนินอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าขาวผ่องจึงเลื่อนไปทางฝั่งซ้ายและลงลิ้นเลียยอดอกของชายหนุ่มอย่างนุ่มนวล นิ้วเรียวยาวไล้ขึ้นไปสะกิดยอดอกอีกฝั่งเล่นเบาๆ เป็นอย่างนี้อยู่พักหนึ่งจนร่างสูงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

 

“อื้ม พอได้แล้ว” ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นโดยที่ร่างที่ยังคร่อมเขาอยู่ได้แต่อึ้งทำอะไรไม่ถูก” พองั้นหรือ นี่เค้า…ไม่ชอบ ไม่พอใจงั้นหรือ งั้นที่เราทำไปมันก็แค่การกระทำที่น่าอับอายของคนโง่เขลาที่คิดตื้นๆเท่านั้นสิ ทำยังไงดี ถ้าเค้าโกรธ คงไม่ได้รับคำตอบที่น่ายินดีเป็นแน่” ขณะที่คุราปิก้ากระวนกระวายใจอยู่นั้น ร่างสูงก็ดันเขาลงไปกองกับพื้น นั่นยิ่งเพิ่มความกังวลหนักเข้าไปอีก ร่างบางจึงได้แต่นั่งแบะขาอยู่กับพื้น น้ำเสียงสั่นเครือนิดๆ

 

“ขะ ข้าขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ล่วงเกินท่าน ข้าพร้อมรับโทษ…” พูดยังไม่ทันจบประโยค ร่างสูงก็ขัดขึ้นเสียก่อนด้วยความแปลกใจ

 

“เจ้าพูดอะไรของเจ้าน่ะ?” คุโรโร่ชันคางขึ้นมาสบตา

 

“ก็…ก็ท่านไม่พอใจไม่ใช่หรือ ที่ข้าทำเช่นนี้”

 

“ใช่ ข้าไม่พอใจ” คุราปิก้าใจแป้วตกฮวบไปอยู่ที่ตาตุ่มในบัดดล

 

“งั้นเจ้าก็ทำต่อจนกว่าข้าจะพอใจสิ” คุโรโร่กล่าวและปรายยิ้มอย่างละมุ่นละไม คุราปิกาถึงกับโล่งใจ สีหน้าเริ่มดีขึ้น ร่างสูงละมือเอนตัวกลับไปยังที่นอน นัยน์ตาสีเขียวเหลือบปะทะเข้ากับสิ่งที่อยู่ในระดับสายตา

 

“อะ…เอ่อ” ร่างบางแหงนขึ้นมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต มือนุ่มเอื้อมยังหว่างขาที่อ้ารับด้วยความเต็มใจ ซิปกางเกงถูกรูดลง กางเกงถกลงเล็กน้อย สิ่งที่ตื่นตัวอยู่ภายในถูกประคองออกมาอย่างเบามือ นิ้วเรียวยาวลูบคลำสิ่งที่มีลักษณะเป็นแท่งดุ้นราวกับมันเป็นเพชรล้ำค่า ก่อนจะก้มลงและสัมผัสมันด้วยลิ้นของตนเอง

 

การเลียโลมรวมถึงการใช้ปากไล้ไปตามบริเวณโคนและซอกง่ามขาเป็นไปอย่างทะนุถนอม เมื่อเห็นว่าร่างสูงอยู่ในอาการพึงพอใจ คุราปิก้าจึงประคองแก่นกายเข้าใส่ในปาก ริมฝีปากเคลื่อนตัวไปข้างหน้าสวนกับทิศทางของแก่นกายที่ลึกเข้าไปในโพรงปาก แม้จะกินเนื้อที่ไปทั่วทางภายใน แต่ร่างบางก็ยังพยายามดันอมเข้าไปอีก ในที่สุด ริมฝีปากสีกุหลาบก็สามารถโอบครอบแก่นกายได้จนมิดโคนสำเร็จ

 

ชายหนุ่มยิ้มอย่างเอ็นดู มือลูบเส้นผมสีทองประกายนุ่มสลวย คนอมแอบดีใจเล็กๆจึงค้างสิ่งนั้นไว้ เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งริมฝีปากหยักสวยจึงค่อยๆรูดถอยพร้อมกับแก่นกายที่โผล่พ้นออกมา จนเมื่อถึงปลายดุ้น อารมณ์ของร่างสูงจึงถึงขีดสุด ของเหลวสีขาวขุ่นพุ่งกระฉูด ส่วนหนึ่งกระเด็นเข้าปากซึ่งคุราปิก้าฝืนกลืนลงไปด้วยความฝืดคอ อีกส่วนหนึ่งกระเซ็นเปรอะทั่วใบหน้างามที่แดงซ่านเป็นซอสมะเขือเทศรสสตรอเบอรี่ด้วยความขวยเขิน

 

คุโรโร่พยุงร่างบางขึ้นมานั่งข้างกายบนเตียง ดวงหน้าหวานสวยซึ่งบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งที่หลั่งออกมาจากร่างกายตามแรงกระตุ้นของอารมณ์ ชายหนุ่มใช้นิ้วปาดคราบเหล่านั้นจากใบหน้าที่ร้อนผ่าวอยู่ตลอดเวลา นิ้วของเขาจึงเต็มไปด้วยคราบขุ่นแทนแทน มือขาวผ่องทั้งสองยกมือหนาขึ้นกุมที่หน้าอก และดูดซับคราบปฏิกูลหายไปในลำคอ

 

ชายหนุ่มช้อนปลายคางผู้ที่ตรงหน้า ดวงตานิลกาฬกราดมองอย่างมีความหมาย องค์ของประกอบของใบหน้าที่งดงามช่างดูเย้ายวนเสียเหลือเกิน เขาประทับจูบลงบนริมฝีปากอวบอิ่ม นิ้วสองฝ่ามือทาบทับสอดประสานแนบแน่น ร่างแนบชิดของทั้งสองกอดก่ายกันล้มตัวลงนอนขณะที่ยังแลกจูบแสนดูดดื่ม ลิ้นเกี่ยวพันกันกวาดต้อนความหอมหวานของอีกฝ่ายอย่างมิรู้หน่าย เรียวขาที่ถูกแทรกตัวปัดป่ายไปมาไร้ทิศทางตามแรงความพลุ่งพล่านของการเร้าอารมณ์

 

ร่างสูงถอดริมฝีปากออก สันจมูกโด่งได้รูปดอมดอมพวงแก้มใสไร้สิวฝ้า เริ่มซุกไซร้ลงที่ซอกคออย่างลุ่มหลง ลิ้นที่ชุ่มชื้นลากผ่านจากลำคอระหงมายังแผ่นอกเรียบจนแปรเปลี่ยนเป็นลิ้นสาก ริมฝีปากบางเฉียบตรงรี่เข้าขบเม้นยอดอก เขาห่อปากและดูดจุกอกเหมือนกับว่ามันจะน้ำนมไหลออกมาอย่างงั้น พลางใช้มือสะกิดยอดอกอีกด้านเหมือนกับที่คุราปิก้าทำ เมื่อความเริงรมในส่วนนี้จบลง ลิ้นที่กลับมาชุ่มอุ่นอีกครั้งจึงเดินทางต่อโดยได้โปรยเศษขนมปัง เอ๊ย โปรยรอยคิสมาร์ก ไว้ตามเส้นทางที่ลากผ่าน (เพราะกลัวจำทางกลับไม่ได้) มาถึงยังสิ่งที่อยู่ถัดลงมาจากท้องน้อย

 

“….อ๊ะ….อา…..อาาาา…….อ๊าาาา……”

ส่วนที่อ่อนไหวที่สุดในร่างกายกำลังชูชันขึ้นเพราะการหยอกล้อของลิ้นอุ่น ร่างสูงใช้ปากเข้ากอบกุมสิ่งนั้นและรูดเข้าออกอย่างชำนาญด้วยความหิวกระหาย เรียกเสียงครางกระเส่าแก่เจ้าของได้เป็นอย่างดี การเสียดสีของปากและแท่งเนื้อก่อเกิดความรู้สึกเสียวขลุกวาบจับจิตจากท้องน้อยแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ จนในที่สุด ร่างบางก็ปลดปล่อยของเหลงขุ่นขาวออกมาบ้าง นั้นล้นปรี่ออกมาพุ่งทะลักเข้าปากที่อ้ารองรับและกลืนลงอย่างไม่รังเกียจแถมเลียริมฝีปากแผลบอย่างเอร็ดอร่อย

 

หลังจากที่เชยชมเรือนร่างอันบอบบางจนเป็นที่พอใจแล้วชาหนุ่มจึงยกสะโพกกลึงของคุราปิก้าขึ้นไว้บนตัก ขาเรียวขาวถูกยกพาดบ่า ร่างสูงถอดกางเกงออกและค่อยๆนำแท่งเนื้อของตนแหย่เข้าไปในช่องทางของอีกฝ่าย จนร่างบางสะดุ้งสุดตัว

 

“…….อึ๊กกก…อ๊ะ…..อ๊าาา…..อ๊าาา……ฮ่ะ……อะ……อ้าา…. ”

 

“เป็นไรมากมั๊ย?”

 

“ม…ไม่เป็นไร….อึ่ก…”

 

“งั้นชั้นจะพยามเบาก่อนแล้วกัน”

 

ร่างสูงสอดใส่แกนกายเข้าไป ช่องทางที่ถูกรุกล้ำบีบรับสิ่งแปลกปลอมตามหน้าที่ของมัน จนเมื่อเข้าฟอร์มดีแล้วจึงหยุดค้างไว้ครู่หนึ่งให้ร่างบางได้คุ้นกับสิ่งคับแน่น  จากนั้นเขาจึงจับสะโพกมนให้กระชับขยับสะโพกของตนเข้าออกอย่างช้าๆ จากการเคลื่อนที่อย่างนุ่มนวลในตอนแรกกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเร็วแรงที่เร่าร้อน ชายหนุ่มซอยเป็นจังหวะกระชั้นถี่มากขึ้นเรื่อยๆ พอๆ กับที่ความเจ็บแสบของร่างบางที่ทวีคูณมากยิ่งขึ้น แขนเรียวที่โอบแน่นจิกรอยเล็บบนแผ่นหลังที่แข็งแกร่ง หยาดน้ำตาที่พรั่งพรูอาบแก้มอย่างไม่ขาดสายแทบจะทำให้ชายหนุ่มใจอ่อน แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่อาจหยุดความต้องการของตัวเองได้เช่นกัน รู้เพียงแค่ว่า ถ้าเขาหยุด มันก็จะยิ่งทรมานด้วยกันทั้งสองฝ่าย และในครั้งสุดท้าย ร่างสูงก็ได้กระแทกแท่งดุ้นเข้าไปจนสุดมิดด้าม เสียงหวานกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด คุโรโร่ค่อยๆถอดแก่นกายออกมาและจูบซับน้ำตาจนแห้งเหือด กระซิบที่หูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

“ข้อเสนอของเจ้า ข้าตกลง เมืองของเจ้าจะยังคงอยู่เย็นเป็นสุขเหมือนเช่นที่ผ่านมา ไร้การบุกรุกใดๆ”

 

“แล้วสิ่งที่ท่านต้องการล่ะ”

 

“ข้าต้องการ….เจ้า….ให้มาอยู่เคียงข้างข้าตลอดไป มาเป็นราชินีของข้า เจ้าจะยินดีหรือไม่”

 

“ข้า…ยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ข้ารักท่าน” คุราปิก้ายิ้มอย่างเป็นสุขก่อนเปลือกตาจะปิดลงอย่างเหนื่อยอ่อนและจมดิ่งเข้าสู้ห้วงนิทรา

 

“หึ ข้าก็รักเจ้า เช่นกัน” คุโรโร่ยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยกัน

(เฮ้ย ไรฟะ! เอากันทีเดียวรักกันจะแต่งกันแล้วหรือนี่ ดูคนที่ลีลานี่หว่า)

 

หลังจากนั้น ทั้งสองเมืองก็มีการจัดงานอภิเษกสมรสขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความปิติยินดีของปวงชน จากเจ้าชายคุราปิก้ากลายมาเป็นราชินีที่งดงาม และทั้งสองก็ครองรักกันตลอดไป และด้วยความชาญฉลาดของคุราปิก้าบวกกับความเก่งกาจแบบเหนือชั้นของคุโรโร่ ทั้งสองเมืองจึงสามารถล่าอาณานิคมและแผ่ขยายสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ในเวลาไม่นาน มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง เย้!

 

“และแล้ว มันก็เป็นไปตามที่คาดไว้ หึๆๆๆ” ประกายวิ้งวับที่แววตา พร้อมกับเสียงปริศนาที่กลืนหายไปกับสายลม….

 

End.

 

ปล. เผื่อใครสงสัย ที่ว่ามีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง คุรามีลูกได้ล่ะ เพราะว่าเปลี่ยนศักดิ์ คือหมายถึงคำนำหน้าน่ะค่ะ ตอนแรกเป็นเจ้าชายคุราปิก้า พอแต่งงานกับคุโรโร่จึงเปลี่ยนศักดิ์กลายเป็นราชินีซึ่งก็หมายถึงเป็นผู้หญิง เลยสามารถมีลูกได้ค่ะ (หล่อนก็แค่แถเท่านั้นแหละว้อย)

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s